[x] ปิดหน้าต่างนี้
KMOBECMAXSITE 1.2.1
กลุ่มบริหารงานบุคคล
เรื่อง : การถูกดำเนินการทางวินัย...กับ...การถูกดำเนินคดีอาญา


การถูกดำเนินการทางวินัย...กับ...การถูกดำเนินคดีอาญา

 

ข้าราชการหลายท่านยังสับสนกับกรณีข้าราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางวินัย  ในเรื่องที่ถูกดำเนินคดีอาญา ว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีเนื้อหาสาระและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่จะทำให้สามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

การถูกดำเนินการทางวินัย  มีวัตถุประสงค์เป็นมาตรการที่มุ่งปราบปรามข้าราชการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับกำหนด  โดยวิธีการลงโทษทางวินัยซึ่งมีผลเป็นการปรามไม่ให้ข้าราชการอื่นกระทำผิดวินัยเพราะเกรงกลัวกับการลงโทษ

การรับฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษทางวินัยนั้น  ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ดุลพินิจสั่งลงโทษโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ตามสำนวนของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ประกอบกับคุณงามความดีที่เคยกระทำในครั้งก่อนเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดวินัยไม่ร้ายแรงได้

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ได้กำหนดบทบัญญัติในเรื่องวินัยและการรักษาวินัยไว้ในมาตรา 82 ถึง มาตรา 94  โดยในมาตรา 95  ได้มีบทบัญญัติบังคับให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชาทันทีในกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการฯผู้นั้นกระทำผิดวินัย  ซึ่งหากผู้บังคับบัญชาละเลยไม่ดำเนินการทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือมีพฤติกรรมปกป้อง ช่วยเหลือเพื่อมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัยหรือดำเนินการทางวินัยโดยไม่สุจริต  กฎหมายก็บัญญัติให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้น กระทำผิดวินัย ไว้ด้วย

ขั้นตอนเมื่อถูกลงโทษทางวินัยแล้ว  ผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยได้ภายในกำหนด  30  วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง (หากพ้นกำหนดอุทธรณ์แล้ว ไม่ยื่นอุทธรณ์ถือว่ากรณีดังกล่าวสิ้นสุด)   หากยื่นอุทธรณ์แล้ว  ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจผลการอุทธรณ์ก็ยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายในกำหนด  90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการอุทธรณ์ (หากพ้นกำหนดยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้วไม่ยื่นถือว่ากรณีดังกล่าวสิ้นสุด)  และหากศาลปกครองมีคำพิพากษาอย่างใดแล้ว  ผู้ฟ้องคดีไม่พึงพอใจตามคำพิพากษาก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้นต่อศาลปกครองสูงสุดได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด

 การถูกดำเนินคดีอาญา   มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งประสงค์ควบคุมการกระทำของบุคคลในสังคม มิให้กระทำการที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดอาญา  เพื่อคุ้มครองสังคมโดยรวมให้มีความสงบสุข 

การรับฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษในคดีอาญานั้นจะลงโทษได้เมื่อพยานหลักฐานปรากฏ       ชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัย  หากพยานหลักฐานไม่ชัดเจนมีข้อระแวงสงสัยศาลก็จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย  โดยยึดหลักที่ว่า  ปล่อยคนผิด ร้อยคน ดีกว่าตัดสินจำคุกคนถูกเพียง คนเดียว

ขั้นตอนเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดและกำหนดโทษแล้ว  จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์  ฎีกาได้  ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด

การสอบสวนทางวินัยเกี่ยวเนื่องคดีอาญา    กรณีที่การกระทำผิดวินัยของข้าราชการ  เข้าลักษณะเป็นความผิดทางอาญาด้วยนั้น  ผลการดำเนินการทางวินัยอาจแตกต่างจากผลการดำเนินคดีอาญา  เพราะการดำเนินการทางวินัยกับการดำเนินคดีอาญาเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน  และแม้จะปรากฏว่าผลการดำเนินคดีอาญาแตกต่างออกไป  แต่ก็ไม่กระทบต่อการพิจารณาลงโทษทางวินัยที่ได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว  ดังนั้นในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในความผิดทางวินัยและปรากฏว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเข้าลักษณะเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท  หรือความผิดลหุโทษ  คณะกรรมการสอบสวนก็จะต้องทำการสอบสวนไปตามคำสั่งนั้น  เพราะกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2550  ได้กำหนดหน้าที่และวิธีการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา   ถ้าผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยก็ควรสั่งลงโทษโดยไม่ชักช้า   แต่ถ้าผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย  กรณีเช่นนี้ผู้นั้นก็ยังตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอาญา  ถ้าไม่ใช่คดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท  กฎหมายให้อำนาจผู้บังคับบัญชาสั่งให้รอฟังผลทางคดีอาญาได้  ซึ่งในกรณีเช่นนี้จึงสมควรรอการสั่งเด็ดขาดไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลทางคดีอาญา  ทั้งนี้ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ สร 0905/ว 4 ลงวันที่  18 มีนาคม  2509  และที่ สร 0905/ว 9 ลงวันที่  6 ตุลาคม 2509

การรอผลคดีอาญา    ศาลปกครองสูงสุดได้มีแนววินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.142/2549 ว่า  การดำเนินการทางวินัยไม่ต้องรอผลคดีอาญา และผลของคดีอาญาจะเป็นประการใดไม่ผูกมัดผู้ดำเนินการทางวินัยที่จะเห็นแตกต่างได้  หากได้กระทำไปโดยสุจริตและเป็นไปตามกฎหมายแล้ว   และ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. 67/2547  วินิจฉัยว่า  ผลการลงโทษทางวินัยและผลการลงโทษทางอาญาหาจำต้องมีผลไปในทางเดียวกัน  เพราะกระบวนการพิจารณาทางวินัยและทางอาญามีความแตกต่างกัน  การรับฟังพยานหลักฐานก็แตกต่างกัน  ทั้งการมีอยู่ของพยานหลักฐานและการให้ถ้อยคำหรือการเบิกความของพยานอาจจะมีความแตกต่างกันได้  จึงไม่จำต้องรอผลการพิจารณาทางอาญาก่อนแต่ประการใด  เมื่อมีการดำเนินการทางวินัยจนมีการสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดี  หากภายหลังปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  ผลของการได้รับโทษจำคุกดังกล่าวถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง  และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง  เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีในเรื่องดังกล่าว  ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการทางวินัยซ้ำซ้อน  ถึงแม้มูลกรณีการกระทำความผิดเป็นเหตุเดียวกันกับผลการดำเนินการทางวินัยที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้ก็ตาม ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.67/2547 นี้ได้วางหลักกรณีการลงโทษทางวินัยที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาว่าเมื่อมีการดำเนินการทางวินัยและได้สั่งลงโทษแก่ข้าราชการผู้ใดไปแล้ว  หากปรากฏภายหลังว่าข้าราชการผู้นั้นกระทำผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก  ผลของการได้รับโทษจำคุกเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง  ผู้บังคับบัญชายังสามารถสั่งลงโทษไล่ออกหรือปลดออกได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการทางวินัยซ้ำ  แม้มูลกรณีการกระทำความผิดจะเป็นเหตุเดียวกัน

   
                                                     
                                                                         

                                                        งานวินัยและนิติการ  กลุ่มบริหารงานบุคคล

| ดาวน์โหลดเอกสาร | เข้าชม : 280 |
ผู้เขียน : นายมูฮำมัด ประจัน
หน่วยงาน : บริหารงานบุคคล
พุธ ที่ 11 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558
Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต1
ถนนปากน้ำ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โทร 073-460079 โทรสาร 073-460080
ผู้ดูแลระบบ เจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา mpict157@gmail.com